Green Book | กรีนบุ๊ค (2018)

Green Book

Green Book | กรีนบุ๊ค (2018)

ทุกคนต่างทราบดีว่า เมื่อช่วงปี 2020 ที่ผ่านมา เหตุการณ์การเสียชีวิตของ จอร์จ ฟลอยด์ ได้สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลกให้ตระหนังถึงประเด็นปัญหาเรื้องรังจากหน้าประวัติศาสตร์การกดขี่สุดอำมหิตที่ยังไม่เคยหายไปไหน ผ่าน  หนังชนโรง #BlackLivesMatter ที่มีการเคลื่อนไหวทั้งบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และบนออนกราวน์ พอพูดถึงประเด็นเรื่องผิวสีเราก็เลยอยากแนะนำภาพยนตร์เรื่อง Green Book  กรีนบุ๊ค ที่นำเสนอประเด็นนี้ได้อย่างน่าสนใจ

หนังเรื่อง Green Book  กรีนบุ๊ค เป็นภาพยนตร์แนว ชีวิตจริง Biography ซึ่งเป็นเรื่องราวของ “เพื่อนมนุษย์” ที่มีความแตกต่างทั้งเรื่อง เชื้อชาติ สีผิว เพศสภาพ ไปจนถึงเรื่องวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน แต่สามารถเข้าอกเข้าใจและปรับตัวเข้าหากันได้ในที่สุด น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็น “ที่รัก” ของผู้ชมรวมไปถึงนักวิจารณ์ น่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้หนังสามารถคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในสาขาเพลงหรือตลกบนเวทีลูกโลกทองคำ (Golden Globe Awards) ประจำปี 2019 ไปครอบครอง และมันอาจจะไปไกลจนถึงรางวัลออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วยเช่นกัน

กรีนบุ๊ค

Green Book เล่าเรื่องราวของโทนี่ ลิป (วิกโก้ มอร์เทนเซน) ชายเชื้อสายอิตาเลียน-อเมริกัน จากย่านบรองซ์ในนิวยอร์ก หลังจากที่ไนท์คลับชื่อดังอย่างโคปาถูกปิดปรับปรุง ทำให้คนหาเช้ากินค่ำอย่างเขาต้องเร่งหางานใหม่เพื่อนำรายได้มาจุนเจือครอบครัว  ไม่นานนักลิปได้รับการเสนองานใหม่ให้ไปเป็นคนขับรถให้กับ ดอน เชอร์ลี (มาเฮฮร์ชาลา อาลี) นักเปียโนผิวสี ฝีมือระดับโลก ซึ่งตัดสินใจออกทัวร์ไปในรัฐต่างๆ ในอเมริกา สิ่งเดียวที่นำทางให้กับทั้งสองคนคือ “สมุดปกเขียว” (Green Book) คู่มือที่ระบุถึงสถานที่ที่เป็นมิตรและปลอดภัยกับคนผิวสีตอนแรกในการเดินทาง โทนี่และดอนดูจะไม่ชอบพฤติกรรมบางอย่างของกันและกันจนมีปากเสียงกันอยู่บ่อยครั้ง แต่เมื่อระยะทางยิ่งยาวไกลมากขึ้น ทั้งสองได้เริ่มเรียนรู้ในความแตกต่างของกันและกัน เข้าใจในปัญหาของอีกฝ่าย ช่วยกันฝ่ากำแพงเรื่องอคติทางสีผิว ชาติพันธุ์ ไปจนถึงอันตรายจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง การเดินทางครั้งนี้จึงพิสูจน์คุณค่าของคำว่ามิตรภาพที่จะเปลี่ยนชีวิตของทั้งคู่ไปตลอดกาล

สไตล์ของหนัง Green Book คือการผสมผสานหนังแนวคู่หูและโร้ดทริป เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งในหนังกลุ่มนี้จะทำให้ผู้ชมได้เดินทางไปพร้อมๆ กับตัวละคร ทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น  หลงรักพวกเขาจนอยากจะเอาใจช่วยให้ทั้งสองสามารถผ่านพ้นปัญหา ได้รับการยอมรับ และผู้ชมจะได้รับแง่คิดกลับไปหลังจากดูจบด้วยเช่นกัน ตอนแรกในการเดินทาง โทนี่และดอนดูจะไม่ชอบพฤติกรรมบางอย่างของกันและกันจนมีปากเสียงกันอยู่บ่อยครั้ง แต่เมื่อระยะทางยิ่งยาวไกลมากขึ้น ทั้งสองได้เริ่มเรียนรู้ในความแตกต่างของกันและกัน เข้าใจในปัญหาของอีกฝ่าย ช่วยกันฝ่ากำแพงเรื่องอคติทางสีผิว ชาติพันธุ์ ไปจนถึงอันตรายจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง ตลอดทั้งเรื่องเราจะได้เห็นการ “ตัดสิน” เพื่อนมนุษย์เพียงเพราะรูปลักษณ์ภายนอกที่แตกต่างกัน คนดำเหยียดคนขาว คนขาวถูกเหมารวมหมดว่าเป็นคนอเมริกัน คนขาวในบางรัฐถูกเหยียดว่าเป็นยิว คำดำเหยียดกันเองด้วยลักษณะการแต่งกายที่ต่างกัน คนดำเกษตรกรที่มองคนดำด้วยกันที่ร่ำรวยกว่าในฐานะเจ้านายที่มีคนขับรถเป็นชายผิวขาว คนอเมริกันมองลูกครึ่งด้วยสายตาอันเหยียดหยามเพราะพวกเขาคิดว่าการเป็นคนขาวเชื้อสายอเมริกัน 100% คือเลือดบริสุทธิ์และเหนือกว่า สถานการณ์ทั้งหมดที่ปรากฏขึ้นในหนังทำให้เราได้มองเห็นว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม คุณก็พร้อมถูกเหยียดได้ทั้งนั้น

Green Book

หลังจากเราชม หนังชนโรงHD เราชอบมากๆนะ ต้องบอกเลยว่าเป็นหนึ่งในหนังที่คุณไม่ควรพลาด บวกกับการที่หนังหยิบเอาเรื่องจริงมาเล่ายิ่งทำให้มีความน่าสนใจขึ้นไปอีก การเล่าเรื่องของหนังส่วนใหญ่จะโฟกัสไปที่มิตรภาพระหว่างคนสองคนที่ต่างสีผิวกัน ที่ทั้งเรื่องเราจะได้เห็นทั้งคู่ต่อบทกันอย่างเมามันและแฝงไปด้วยความตลก ที่คนดูไม่น่าเบื่อแน่นอน นักแสดงต่างก็ถ่ายทอดบทบาทของตัวเองได้ดี มีความผสมควาตลกและดาม่าได้ดี ใครชอบหนังรางวัลและย่อยง่ายเรื่องนี้ตอบโจทย์เลย